วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ (Mitsubishi Lancer)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ (Mitsubishi Lancer) เป็นรถรุ่นหนึ่ง ผลิตโดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์คล้ายๆ กับ ฮอนด้า ซีวิค และ โตโยต้า โคโรลล่า คือ เป็นรถรุ่นที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งการใช้เป็นรถครอบครัวและรถสปอร์ตในคันเดียวกัน เพราะแลนเซอร์, ซีวิค และโคโรลล่า จะไม่เล็กเกินไปสำหรับผู้ที่ใช้มันเป็นรถครอบครัว แต่ก็จะมีสมรรถนะสูง เล็ก เพรียว กระชับ ไม่ใหญ่เทอะทะเกินไปสำหรับผู้ที่ใช้มันเป็นรถสปอร์ต และมีราคาที่ถูกกว่า ดังนั้น รถสามรุ่นในสามยี่ห้อนี้ จึงสามารถพบเห็นได้มากตามท้องถนน
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ เริ่มผลิตมาตั้งแต่
ค.ศ. 1973 จนถึงปัจจุบัน ผลิตรถออกมาทั้งสิ้น 8 รูปโฉม (Generation) และมียอดขายรวมทั่วโลก กว่า 6 ล้านคัน
แลนเซอร์ โฉมที่ 1-6 จัดอยู่ในประเภทรถขนาดเล็กมาก (Subcompact Car) ส่วนโฉมที่ 7 เป็นต้นมา จัดอยู่ในประเภทรถขนาดเล็ก (Compact Car)
เนื้อหา[
ซ่อน]
1 Generation ที่ 1 (ค.ศ. 1973 - 1979)
2 Generation ที่ 2 (ค.ศ. 1979 - 1988)
3 Generation ที่ 3 (ค.ศ. 1982 - 1987)
4 Generation ที่ 4 (ค.ศ. 1988 - 1992)
5 Generation ที่ 5 (ค.ศ. 1991 - 1995)
6 Generation ที่ 6 (ค.ศ. 1995 - 2000)
7 Generation ที่ 7 (ค.ศ. 2000 - 2006)
8 Generation ที่ 8 (ค.ศ. 2007 - ปัจจุบัน)


Generation ที่ 1 (ค.ศ. 1973 - 1979)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมที่ 1
โฉมนี้ ค่อนข้างประสบความสำเร็จในวงการแข่งขันแรลลี่ มีการผลิตรถรุ่นนี้ถึง 12 โมเดล ตั้งแต่โมเดลมาตรฐาน เครื่องยนต์ 1200 ซีซี ไปจนถึงโมเดลสปอร์ตแรลลี่ เครื่องยนต์ 1600 ซีซี GSR
มีตัวถัง 3 แบบ คือ coupe 2 ประตู,
sedan 4 ประตู และ station wagon 5 ประตู (จริงๆ แล้วมีตัวถัง sedan 2 ประตูด้วย แต่ไม่เป็นที่รู้จักนัก)
โฉมนี้ ถูกส่งออกไปหลายประเทศ เช่น
ออสเตรเลีย , สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีการตั้งชื่อเรียกใหม่ในบางประเทศ เช่น ในออสเตรเลีย จะเรียกแลนเซอร์ว่า Chrysler Valiant Lancer และในสหรัฐอเมริกา เรียกแลนเซอร์ว่า Dodge Colt

Generation ที่ 2 (ค.ศ. 1979 - 1988)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมที่ 2
โฉมนี้ เป็นโฉมแรกที่เป็นที่รู้จักใน
ประเทศไทย ซึ่งพ่อค้ารถและวงการรถไทยเรียกโฉมนี้ว่า "โฉมกล่องไม้ขีด" ซึ่งโฉมนี้ได้รับการพัฒนามากในเรื่องของประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ในเรื่องของการใช้น้ำมันให้คุ้มค่ามากขึ้น การลดปริมาณเสียงในห้องโดยสาร และการผสมผสานเทคโนโลยีรถสปอร์ตเข้าไป เพื่อให้ผู้ซื้อรถสามารถสัมผัสความเป็นรถสปอร์ตได้บ้างในราคาที่ไม่แพง
แลนเซอร์โฉมนี้ แทบทุกคัน เครื่องยนต์ที่ใช้ เป็นเครื่องยนต์ประเภท JET ซึ่งไม่เหมือนกับเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์และหัวฉีดทั่วๆ ไป ตั้งแต่แบบอ่อนๆ 70 แรงม้า ไปจนถึงแรงจัด 168 แรงม้า แต่กลับประหยัดน้ำมันได้ดี คือ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเมื่อวิ่งในเมือง 9.8 กิโลเมตรต่อลิตร และ 15.8 กิโลเมตรต่อลิตรเมื่อวิ่งในชนบท ซึ่งนับว่าประหยัดมาก เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน และความแปลกใหม่ของเครื่องยนต์ และสมรรถนะที่ดี ก็เป็นอีกจุดขายหนึ่ง ที่ทำให้แลนเซอร์โฉมนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

Generation ที่ 3 (ค.ศ. 1982 - 1987)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมที่ 3
โฉมนี้ เป็นโฉมที่ผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่ซ้อนทับกับโฉมที่ 2 มีรูปทรงคล้ายกัน แต่มีความเป็นรถธรรมดามากขึ้น ใช้เครื่องยนต์หัวฉีดขับเคลื่อนล้อหน้าธรรมดา ไม่ใช้เครื่องยนต์ที่แปลกดังโฉมที่ 2 แต่ก็มีความทันสมัย เพราะระบบเครื่องยนต์หัวฉีด แทบไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น สมัยนั้นรถที่เป็นหัวฉีดส่วนใหญ่เป็นรถแข่ง รถสปอร์ตเต็มขั้น หรือรถหรูๆ จากตะวันตกเท่านั้น นอกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นระบบคาร์บูเรเตอร์ การนำระบบหัวฉีดมาใช้ในรถทั่วไปในสมัยนั้นจึงเป็นความทันสมัยอย่างหนึ่ง และระบบขับเคลื่อนล้อหน้า สมัยนั้นก็ไม่ค่อยมีเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหลัง แต่โฉมนี้ ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย

Generation ที่ 4 (ค.ศ. 1988 - 1992)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมที่ 4
โฉมนี้ ได้มีการออกแบบรถใหม่ให้ดูลู่ลมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนตัวถังออกแบบให้คล้ายๆ
มิตซูบิชิ กาแลนต์ โฉมนี้ เน้นการผลิตรถแบบ station wagon กับ sedan
ในบางประเทศ มีการนำแลนเซอร์ไปทำเป็นรถตู้ van แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม และโฉมนี้ ก็เป็นอีกโฉมหนึ่งที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักในประเทศไทย

Generation ที่ 5 (ค.ศ. 1991 - 1995)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมที่ 5
โฉมนี้ เป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมมากในประเทศไทย วงการรถตั้งชื่อโฉมนี้ว่า "โฉม E-CAR" ซึ่งมีการนำเข้ามาขายเป็นจำนวนมาก มีความทนทาน แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 10 ปี ก็ยังสามารถเห็นแลนเซอร์โฉมนี้ได้ทั่วไปตามท้องถนน ในประเทศไทย แลนเซอร์โฉมนี้ มีทั้งการใช้เป็นรถส่วนตัว รถครอบครัว และแต่งเป็นรถสปอร์ต
แต่ว่า ในโฉมนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้สร้างรถรุ่นใหม่ขึ้นมา เป็นเนื้อหน่อของแลนเซอร์ ซึ่งรถรุ่นที่ "แตกหน่อ" ออกมานี้ คือ Mitsubishi Lancer Evolution ซึ่งมีสมรรถนะสูงกว่าแลนเซอร์ธรรมดา เนื่องจากสร้างมาสำหรับการเป็นรถสปอร์ตแรลลี่โดยเฉพาะ แต่แลนเซอร์ อีโวลูชัน ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยนัก ด้วยเพราะผู้ซื้อนิยมนำรถแลนเซอร์ธรรมดาไปแต่งสปอร์ตเองมากกว่า นอกจากนี้ อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ของไทยที่สูง ก็มีผลทำให้รถแลนเซอร์ อีโวลูชัน (ของจริง) ซึ่งผลิตในต่างประเทศ มีราคาในประเทศไทยแพงกว่ารถแลนเซอร์ทั่วไปมาก

Generation ที่ 6 (ค.ศ. 1995 - 2000)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมที่ 6
โฉมนี้ แลนเซอร์ออกแบบมาคล้ายคลึงกับโฉมที่ 5 อย่างมาก ข้อแตกต่างที่เห็นเด่นๆ จะมีอยู่สองจุดคือ ไฟท้าย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นก้อน ต่างจากโฉมที่ 5 ซึ่งมีไฟท้ายเป็นแถบคาด และไฟหน้าของโฉมที่ 6 จะเหลี่ยมกว่า โฉมที่ 5 ส่วนอื่นคล้ายกันมาก เมื่อมองเผินๆ จะนึกว่าเป็นโฉมเดียวกัน ดังนั้น ในวงการรถไทยจึงตั้งชื่อโฉมว่า "โฉมท้ายเบนซ์" เพื่อแยกความแตกต่างออกจากโฉม E-CAR
อย่างไรก็ตาม โฉมนี้ก็จัดเป็นอีกโฉมหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย มีการนำไปแต่งเป็นรถสปอร์ต นอกเหนือจากการใช้เป็นรถส่วนตัวและรถครอบครัว เช่นเดียวกับโฉมเดิม และปัจจุบัน ก็ยังสามารถพบเห็นรถโฉมนี้ได้ทั่วไปเช่นกัน

Generation ที่ 7 (ค.ศ. 2000 - 2006)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมที่ 7
แลนเซอร์ทุกรุ่นในประเทศไทยที่ออกหลังโฉมท้ายเบนซ์ จัดอยู่ใน Generation ที่ 7 รวมถึงโฉมปัจจุบันที่ยังขายในประเทศไทยด้วย ซึ่งโฉมนี้ จัดได้ว่าเป็นโฉมที่แลนเซอร์มีหลายรูปทรง แต่ที่เป็นที่รู้จักในไทยของโฉมที่ 7 คือโฉม Lancer Cedia ที่ขายในช่วง ค.ศ. 2001-2004 กับโฉม Lancer CNG ที่ขายในไทยอยู่จนถึงปัจจุบัน และในโฉมนี้ เริ่มมีการใส่เกียร์ระบบใหม่ คือ CVT ซึ่งเป็นระบบที่ 3 ที่ถูกคิดค้นมา (ต่อหลังจากระบบเกียร์ธรรมดา และระบบเกียร์อัตโนมัติ)
โฉมนี้ เป็นโฉมที่สามารถขยายตลาดส่งออกได้ดีมาก ตลอดระยะเวลา 6 ปี แลนเซอร์โฉมนี้มีในทวีปอเมริกาเหนือ, ออสเตรเลีย, ปากีสถาน, อินเดีย, เม็กซิโก, ฟิลิปปินส์ ฯลฯ
แม้ปัจจุบันนี้ แลนเซอร์ในตลาดสากลจะก้าวเข้าสู่ Generation ที่ 8 แล้ว แต่แลนเซอร์ในประเทศไทยยังคงขายโฉมที่ 7 อยู่ ยังไม่ขายโฉมที่ 8 ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์

Generation ที่ 8 (ค.ศ. 2007 - ปัจจุบัน)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมที่ 8
โฉมที่ 8 นี้ เป็นโฉมล่าสุดของแลนเซอร์ แต่ยังไม่มีขายในประเทศไทย ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจบางอย่าง ทำให้แลนเซอร์ในไทยยังเป็นโฉมที่ 7 แต่คาดว่าจะนำมาผลิตและวางขายในประเทศไทยได้ในเร็วๆ นี้
โฉมที่ 8 นี้ ยังเป็นโฉมที่สมรรถนะเฉียบคมเหมือนโฉมก่อนๆ มีการใส่ระบบเกียร์ CVT มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ในระบบเกียร์ธรรมดา และระบบเกียร์อัตโนมัติ ตลาดส่งออกของแลนเซอร์ขยายวงกว้างขึ้นไปในทวีปอเมริกาเหนือ, ประเทศออสเตรเลีย, ฮ่องกง, มาเลเซีย, ชิลี และแถบทวีปยุโรป
ทางด้านของ Lancer Evolution ก็ออกรุ่น Evolution X ออกมาเพื่อเป็นรถสปอร์ตแรลลี่อีกด้วย เช่นเดียวกับโฉมต่างๆ ก่อนหน้า

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

e car my car


mitsubishi lancer รุ่นปี 1991-1996 ผู้คนในเมืองไทยเรียกติดปากกันว่า e car เพราะมีต้นกำเนิดเดียวกับ รถ MITSUBISHI EVOLUTION รถแข่งทางเรียบของทางมิตซูบิชิอันเลื่องชื่อ และมันก็เป็นรถประจำตำแหน่งของข้าพเจ้า(ตำแหน่งพนักงานขับรถ อิ อิ) ไปทำงาน เที่ยว ก็ได้มันนี่แหละเป็นเพื่อนไปไหนมาไหน ไม่เคยงอแง....จึงอยากเขียนบล็อกนี้ เพื่อมัน